เรื่องประหลาดบนเรือคลีฟแลนด์

เรือคลีฟแลนด์ เป็นเรือเดินสมุทรขนานปานกลางมีเรื่องเล่าว่าเรือลำนี้ได้ประสบเหตุกาณ์ประหลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นและจมลงในที่สุด เรือคลีฟแลนด์ให้บริการอยู่บริเวณชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น ล่าสุดให้บริการขนส่งผู้โดยสารในปี 1967 เรือลำนี้ได้แล่นส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองเตียวโก ไปยัง เกาะมิกุระจิมะ มีรายงานจากวิทยุภาคพื้นทะเลโตเกียว ว่าพวกเขาได้รับสัญญาณเตือนว่า เรือคลีฟแลนด์ ประสบกับเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างที่สาเหตุไม่ได้ คือ ในวันที่ 14 เมษายน 1967 ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลปรากฏว่าเรือแล่นเข้าไปในหมอกประหลาดสีขาว แม้ว่าบริเวณโดยรอบจะมีอากาศปกติแสงแดดสว่างจ้า หลังจากนั้นเรือขาดการติดต่อกับทางภาคพื้นทะเลของโตเกียว การตรวจสอบพบว่าเรือคลีฟแลนด์ขาดการติดต่อราวๆ 3 วันหลังจากที่ออกจากท่าเรือโตเกียว ต่อมาทางภาคพื้นทะเลโตเกียวได้รับสัญญาณติดต่ออีกครั้งน่าแปลกคือ ลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่าขาดการติดต่อไปประมาณ 20 นาที แต่ทางภาคพื้นโตเกียวระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อไปถึง 3 วัน ปริศนานี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้นในระหว่างที่เรือหายไปนั้นมีรายงานจากทางชายฝั่งท่าเรือบอมเบย์ว่าพบเรือคลีฟแลนด์จอดเทียบท่าอยู่ แต่ทางบริษัทคลีฟแลนด์  ทรานสปอตร์ตคอมพานี  เจ้าของเรือ ระบุว่าเรือไม่ได้เทียบท่าที่บอมเบย์แต่อย่างใด น่าแปลกที่มีผู้พบเห็นเรือดังกล่าวจอดเทียบท่า จากการรายงานของลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่า หลังจากที่พวกเขาผ่านพ้นหมอกมาได้ท้องทะเลเงียบสงบ อากาศปกติ ฟ้าโล่ง ไม่มีการเตือนว่าจะมีพายุเกิดขึ้น พวกเขาพยายามติดต่อกับชายฝั่งแต่สัญญกลับเงียบหายไป จะใช้เข็มทิศก็ไม่รู้ว่าเป็นทางทิศใด เนื่องจากมันหมุนจนหาทิศไม่เจอ

หลักวิทยาศาสตร์กับความเชื่อในอาถรรพ์สามเหลี่ยม

  แม้ว่าจะยังมีสามารถอธิบายได้แน่ชัดว่าเหตุใดเรือเดินทะเลและเครื่องบินถึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยในบริเวณดังกล่าวพร้อมทั้งลูกเรือที่ไม่มีการค้นพบศพเช่นกัน จึงทำให้มีความเชื่อถึงอาถรรพ์ต่างๆรวมถึงเชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดยักษ์ใต้ทะเล แต่สัตว์ประหลาดชนิดใดที่สามารถหลากเครื่องบินให้จมลงทะเลได้ล่ะ มีข้อสันนิฐานถึงหลักวิทยาศาสตร์ว่าดินแดนแห่งนี้อาจเกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบริเวณนั้นที่มีความรุนแรงและแปรปรวนมาก แต่สนามแม่เหล็กโลกนั้นก็เป็นเส้นที่ทำให้นกอพยพสามารถจดจำเส้นทางบินเดิมได้ทุกปีที่อพยพ ในปี 1930 ผู้สังเกตการณ์ทางทะเลได้ประกาศเตือนนักเดินเรือหรือชาวประมงทั่วโลกให้ระวังเกี่ยวกับความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็กโลกบริเวณแถบภูเขาไฟแทมโบรา ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่าคลื่นแม่เหล็กโลกทั่วไปในขณะนั้นทำให้เข็มทิศของเรือลำหนึ่งเบนไปจากเดิมถึง 6 องศา ซึ่งกัปตันเรือลำหนึ่งสัญชาติออสเตรเลียรายงานว่า เขาพบกับความผิดปกติของสนามแม่เหล็กที่ทำให้เข็มทิศของเขาเบนไปถึง 12 องศา จากเหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเกิดผลกระทบตอนที่ภูเขาไฟแทมโบราปะทุรุนแรงในปี 1815 ที่คาดว่ามีผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น และทฤษฎีที่กล่าวว่า สนามแม่เหล็กโลก นั้นมีผลกระทบต่อการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกด้วยซึ่งก่อให้เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลจนก่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซัดถล่มเรือเดินทะเลเหล่านั้นยิ่งโดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมมังกรปีศาจที่ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อของเปลือกโลกอาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลจนเกิดคลื่นยักษ์ดังกล่าวขึ้นคร่าชีวิตลูกเรือทั้งหมด รวมถึงเครื่องบินที่อาจเจอกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนมากจนทำให้ตกกลางทะเลและจมลงไปก็เป็นได้