ปริศนาสามเลี่ยมเบอร์มิวดา

เรื่องราวในโลกนั้นมีหลายเรื่องหลายสถานที่ที่ปริศนายิ่งทะเลนั้นก็ยิ่งเพิ่มความลึกลับยากที่จะจินตนาการถึงได้อย่างตัวอย่างของสามเหลี่ยมมังกรนั้นอาจจะฟังแล้วดูคล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เพราะมักจะมีเรือเดินสมุทร เครื่องบินหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โดยมีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเมื่อกางแผนที่โลกออกมาก็จะพบว่าสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งนั้นอยู่คนละซีกโลกที่ตรงข้ามกันพอดี สามเลี่ยมเบอร์มิวดาจึงถูกเรียกว่าหลุมดำ และสามเหลี่ยมมังกรถูกเรียกว่าหลุมขาว โดยมีคำอธิบายว่าหลุมทั้งสองฝั่งจะทำหน้าที่ในการดูดวัตถุเข้าไปแล้วส่งผ่านไปยัง “รูหนอน” ที่อยู่ภายในอาณาเขตของสามเหลี่ยมและจะทำการวาร์ปวัตถุให้ไปโผล่ทางหลุมอีกด้านซึ่ง แต่การโผล่นั้นคือโผล่จากพื้นดินใต้สมุทร ซึ่งก็อุดรูรั่วสำหรับคำถามที่ว่าทำไมไม่มีใครเคยพบวัตถุที่ถูกดูดและพ่นออกมาส่วนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสามเหลี่ยมมังกรก็มีเช่นกัน โดยอาณาเขตของสามเหลี่ยมมังกรนั้นเป็นแหล่งรวมของร่องลึกใต้สมุทรที่ติดอันดับลึกที่สุดในโลก ประกอบไปด้วย ร่องลึกริวกิว ร่องลึกฟิลิปปินส์ และร่องลึกมาเรียนา ซึ่งร่องลึกมาเรียนานั้นครองตำแหน่งร่องลึกใต้สมุทรที่ลึกที่สุดในโลก ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างคลื่นยักษ์ น้ำวน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้เรือเดินสมุทรและเครื่องบินไปจมอยู่ใต้ก้นทะเลจนหาไม่เจอ ในปัจจุบันยังไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เรือเดินสมุทรและเครื่องบินสูญหายไปในสามเหลี่ยมมังกรได้ ก็อยู่ที่คุณผู้อ่านแล้วว่าจะเลือกเชื่อในทฤษฎีไหน

สามเหลี่ยมปีศาจและวิทยาศาสตร์

แม้ว่าเรื่องราวของสามเหลี่ยมอาถรรพ์ทั้งสองแห่งของโลกอย่าง สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และ สามเหลี่ยมมังกร จะเป็นที่โด่งดังมากทั้งเรื่องของความลี้ลับ การหายสาบสูญ หรือเหตุการณ์ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบและไขปริศนาของสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งว่าคืออะไร มีเหตุผลใดบ้าง ตลอดหลายปีที่นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบ มีข้อสันนิฐานหลายๆอย่างที่คาดว่าสาเหตุการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบิน มีการค้นพบว่าสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งมีตำแหน่งตรงกันพอดี แม้ว่าอยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม เมื่อคำนวณแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นสูงมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆของโลก นั่นเป็นสาเหตุทำให้เข็มทิศเกิดการแปรปรวนและหมุนจนหาทิศไม่เจอ เป็นไปได้ว่าสาเหตุนี้ทำให้เครื่องบินเกิดหลงทิศและเครื่องเกิดขัดข้องทำให้เครื่องตกก็มีความเป็นไปได้สูง สำหรับเรือเดินสมุทรอาจเกิดจากกระแสในบริเวณนั้นมากความรุนแรงซึ่งก่อการคลื่นยักษ์ที่สามารถซัดเรือจนจมได้ อีกทั้งบริเวณสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งเป็นจุดที่มีร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดด้วย ซึ่งในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าคือ ร่องลึกเปอร์โตริโก ที่ความลึก 8,605 เมตร และสามเหลี่ยมมังกร คือ ร่องลึกมาเรียนา ลึกมากถึง 10,911 เมตร นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่พูดถึง ทฤษฎีรูหนอน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งยังคงถกเถียงกันแพร่หลายในวงการว่ารูหนอนคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเป็นไปได้ว่ารูหนอนอาจอยู่ที่สามเหลี่ยมทั้งสองแห่งก็ได้ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าภายในสามเหลี่ยมอาจเป็นหลุมดำที่ก่อเกิดทฤษฎีรูหนอน

เรื่องประหลาดบนเรือคลีฟแลนด์

เรือคลีฟแลนด์ เป็นเรือเดินสมุทรขนานปานกลางมีเรื่องเล่าว่าเรือลำนี้ได้ประสบเหตุกาณ์ประหลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นและจมลงในที่สุด เรือคลีฟแลนด์ให้บริการอยู่บริเวณชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น ล่าสุดให้บริการขนส่งผู้โดยสารในปี 1967 เรือลำนี้ได้แล่นส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองเตียวโก ไปยัง เกาะมิกุระจิมะ มีรายงานจากวิทยุภาคพื้นทะเลโตเกียว ว่าพวกเขาได้รับสัญญาณเตือนว่า เรือคลีฟแลนด์ ประสบกับเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างที่สาเหตุไม่ได้ คือ ในวันที่ 14 เมษายน 1967 ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลปรากฏว่าเรือแล่นเข้าไปในหมอกประหลาดสีขาว แม้ว่าบริเวณโดยรอบจะมีอากาศปกติแสงแดดสว่างจ้า หลังจากนั้นเรือขาดการติดต่อกับทางภาคพื้นทะเลของโตเกียว การตรวจสอบพบว่าเรือคลีฟแลนด์ขาดการติดต่อราวๆ 3 วันหลังจากที่ออกจากท่าเรือโตเกียว ต่อมาทางภาคพื้นทะเลโตเกียวได้รับสัญญาณติดต่ออีกครั้งน่าแปลกคือ ลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่าขาดการติดต่อไปประมาณ 20 นาที แต่ทางภาคพื้นโตเกียวระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อไปถึง 3 วัน ปริศนานี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้นในระหว่างที่เรือหายไปนั้นมีรายงานจากทางชายฝั่งท่าเรือบอมเบย์ว่าพบเรือคลีฟแลนด์จอดเทียบท่าอยู่ แต่ทางบริษัทคลีฟแลนด์  ทรานสปอตร์ตคอมพานี  เจ้าของเรือ ระบุว่าเรือไม่ได้เทียบท่าที่บอมเบย์แต่อย่างใด น่าแปลกที่มีผู้พบเห็นเรือดังกล่าวจอดเทียบท่า จากการรายงานของลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่า หลังจากที่พวกเขาผ่านพ้นหมอกมาได้ท้องทะเลเงียบสงบ อากาศปกติ ฟ้าโล่ง ไม่มีการเตือนว่าจะมีพายุเกิดขึ้น พวกเขาพยายามติดต่อกับชายฝั่งแต่สัญญกลับเงียบหายไป จะใช้เข็มทิศก็ไม่รู้ว่าเป็นทางทิศใด เนื่องจากมันหมุนจนหาทิศไม่เจอ

เล่าเรื่องของ เรือปีศาจโจยิตา

เรื่องราวของทะเลอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้นมีเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย มันถูกขนานนามว่าเป็นทะเลปีศาจแห่งแปซิฟิก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือที่หายสาบสูญไปและปรากฏให้เห็นอีกครั้งอย่างเช่น เหตุการณ์เรือโจยิตา เรือลำนี้เป็นเรือยอซต์หรูหราในตอนนั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1931 ซึ่งผู้สร้างโดยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คนหนึ่งของฮอลลีวู้ด เรือลำนี้ถูกใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในตอนนั้นนำแสดงโดยดาราฮอลลีวู้ดคนหนึ่งชื่อว่า อีตาเทลมา  ทอดด์ ระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งเรือแล่นเข้าไปในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ บริเวณทางตะวันออกจากชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นไม่นาน อีตาเทลมา  ทอดด์ ได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาบนเรือดังกล่าว ส่งผลให้การถ่ายทำต้องหยุดชะงักไม่มีใครคาดคิดว่าการเสียชีวิตอย่างลึกลับที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกับ สามเหลี่ยมมังกรปีศาจ หรือไม่ หลังจากนั้นเรือลำนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นเรือลาดตระเวน, เรือประมง ต่อมาโทมัส  เฮนรี  มิลเลอร์ นักธุรกิจประมงได้เช่าเรือโจยิตาในการหาปลาทางน่านน้ำดังกล่าว ในวันที่ 2 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตาเกิดไฟไหม้อย่างหาสาเหตุไม่ได้ทำให้ลูกเรือต้องนำเรือจอดเทียบท่าอย่างกะทันหัน การตรวจสอบกลับหาสาเหตุของเพลิงไหม้ไม่พบ และในวันที่ 5 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตา หายสาปสูญไปอย่างลึกลับบริเวณมาเรียนาไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกเรือได้ จนกระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม มีรายงานการพบเห็นซากเรือโยจิตาจมอยู่บริเวณใกล้ชายฝั่งเกาะซามัวทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยน้ำจมถึงช่วงดาดฟ้าเรือไม่พบผู้รอดชีวิตและแปลกที่สุดคือเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ไม่มีการขัดข้องใดๆ

จุดเริ่มต้นของการหายสาบสูญ

  นับเป็นเวลานานกว่าพันปีแล้ว ที่พบว่ามีเรือหลายลำที่หายสาบสูญที่ในทะเลเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจของญี่ปุ่น ซึ่งบริเวณนั้นเป็นบริเวณที่ใกล้กับเหวลึกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในสมัยก่อนมักมีความเชื่อถึงเรื่องของสัตว์ประหลาดใต้ทะเลอย่างมังกรยักษ์ที่ลากเรือให้จมลงไปในทะเล หรือแม้แต่ตำนานของชาวเกาะหลายแห่งในญี่ปุ่นเชื่อกันว่าคลื่นทะเลได้ปลุกกุ้งยักษ์ใต้ทะเลให้ออกอาละวาดเล่นงานเรือที่แล่นผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว นักเดินเรือที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีก้าวหน้าในตอนนั้นยังไม่สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ ภัยพิบัติที่น่ากลัวเช่น พายุไต้ฝุ่น ภูเขาไฟระเบิดใต้ทะเล รวมถึงคลื่นยักษ์ที่เกิดจากแผ่นดินไหว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การคมนาคมทางทะเลของญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งต้องบูรณะเมืองต่างๆให้กลับมาดังเดิม แต่แล้วก็มีข่าวการหายไปของเรือเดินทะเลดังกล่าวมากกว่าปกติ ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นในบริเวณเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ ซึ่งมาจากอิทธิพลความบ้าคลั่งของคลื่นยักษ์มาโนอูมิ ในบริเวณสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนี้หากเปรียบเทียบกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ดูเหมือนว่าจะเป็นบริเวณที่มหาสมุทรมีความแปรปรวนและอันตรายมากที่สุดในโลก ในช่วงปี 1970 ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการหายไปของเรือเดินทะเลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมมังกรปีศาจของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถิติการหายสาบสูญของเรือเดินทะเลสูงมากจนผิดปกติ ตั้งแต่เรือขนาดเล็กจนไปถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าซึ่งต่อมามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการหายไปของเรือในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจแห่งนี้