สามเหลี่ยมปีศาจและวิทยาศาสตร์

แม้ว่าเรื่องราวของสามเหลี่ยมอาถรรพ์ทั้งสองแห่งของโลกอย่าง สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และ สามเหลี่ยมมังกร จะเป็นที่โด่งดังมากทั้งเรื่องของความลี้ลับ การหายสาบสูญ หรือเหตุการณ์ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบและไขปริศนาของสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งว่าคืออะไร มีเหตุผลใดบ้าง ตลอดหลายปีที่นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบ มีข้อสันนิฐานหลายๆอย่างที่คาดว่าสาเหตุการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบิน มีการค้นพบว่าสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งมีตำแหน่งตรงกันพอดี แม้ว่าอยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม เมื่อคำนวณแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นสูงมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆของโลก นั่นเป็นสาเหตุทำให้เข็มทิศเกิดการแปรปรวนและหมุนจนหาทิศไม่เจอ เป็นไปได้ว่าสาเหตุนี้ทำให้เครื่องบินเกิดหลงทิศและเครื่องเกิดขัดข้องทำให้เครื่องตกก็มีความเป็นไปได้สูง สำหรับเรือเดินสมุทรอาจเกิดจากกระแสในบริเวณนั้นมากความรุนแรงซึ่งก่อการคลื่นยักษ์ที่สามารถซัดเรือจนจมได้ อีกทั้งบริเวณสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งเป็นจุดที่มีร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดด้วย ซึ่งในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าคือ ร่องลึกเปอร์โตริโก ที่ความลึก 8,605 เมตร และสามเหลี่ยมมังกร คือ ร่องลึกมาเรียนา ลึกมากถึง 10,911 เมตร นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่พูดถึง ทฤษฎีรูหนอน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งยังคงถกเถียงกันแพร่หลายในวงการว่ารูหนอนคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเป็นไปได้ว่ารูหนอนอาจอยู่ที่สามเหลี่ยมทั้งสองแห่งก็ได้ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าภายในสามเหลี่ยมอาจเป็นหลุมดำที่ก่อเกิดทฤษฎีรูหนอน

สามเหลี่ยมมังกรปีศาจกับร่องลึกก้นทะเล

สามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้นมีเนื้อที่กว้างมากราวๆ 750 ตารางกิโลเมตร เรื่องราวของสามเหลี่ยมมังกรปีศาจมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางมากในญี่ปุ่น มีการตีพิมพ์เรื่องราวของน่านน้ำอาถรรพ์นี้ครั้งแรกในปี 1955 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน มีข้อมูลระบุว่า เครื่องบินของกองทัพญี่ปุ่นที่บินอยู่เหนือสามเหลี่ยมได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ รวมถึงนักบินก็หายตัวไป มีรายงานว่าก่อนหายสาบสูญนักบินระบุว่าพบเจอกับสภาวอากาศที่แปรปรวน และเข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ มีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินทั้งหมดอาจตกลงในทะเลและจมหายไป หลังจากนั้นปริศนาเรื่องของการหายไปเริ่มมีเพิ่มขึ้น ไมว่าจะเป็น เรือเดินสมุทร, เรือสินค้า, เรือน้ำมัน, เรือดำน้ำ ต่างก็หายสาบสูญไปในแดนดินแห่งนี้อย่างลึกลับ จนมันถูกเรียกว่า ทะเลปีศาจ ทั้งนี้มีความเชื่อว่าพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมังกรนั้นเป็นพื้นที่ในเขตทะเลลึกและมีกระแสน้ำรุนแรง นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟใต้ทะเลด้วย นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ของร่องลึกก้นสมุทร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร อย่างเช่นบริเวณสามเหลี่ยมมังกรมีร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลกด้วยความลึกกว่า 11 กิโลเมตร ซึ่งการสำรวจนั้นยังมีอยู่น้อยมากมีความเชื่อว่าเครื่องบินที่ตกลงในทะเลอาจจมลงในจุดนี้และเนื่องจากภายใต้มีความดันสูงอาจทำให้เครื่องบินพวกนั้นถูกบีบอัดและกลายเป็นเศษเหล็กต่างๆ ในที่สุด สำหรับเรือเดินสมุทรต่างๆนั้นอาจพบกับกระแสน้ำที่รุนแรงซึ่งส่งผลให้เรือจมก็ได้ และด้วยความลึกของมหาสมุทรนั้นทำให้การค้นหายังเป็นไปได้ยาก

เรื่องประหลาดบนเรือคลีฟแลนด์

เรือคลีฟแลนด์ เป็นเรือเดินสมุทรขนานปานกลางมีเรื่องเล่าว่าเรือลำนี้ได้ประสบเหตุกาณ์ประหลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นและจมลงในที่สุด เรือคลีฟแลนด์ให้บริการอยู่บริเวณชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น ล่าสุดให้บริการขนส่งผู้โดยสารในปี 1967 เรือลำนี้ได้แล่นส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองเตียวโก ไปยัง เกาะมิกุระจิมะ มีรายงานจากวิทยุภาคพื้นทะเลโตเกียว ว่าพวกเขาได้รับสัญญาณเตือนว่า เรือคลีฟแลนด์ ประสบกับเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างที่สาเหตุไม่ได้ คือ ในวันที่ 14 เมษายน 1967 ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลปรากฏว่าเรือแล่นเข้าไปในหมอกประหลาดสีขาว แม้ว่าบริเวณโดยรอบจะมีอากาศปกติแสงแดดสว่างจ้า หลังจากนั้นเรือขาดการติดต่อกับทางภาคพื้นทะเลของโตเกียว การตรวจสอบพบว่าเรือคลีฟแลนด์ขาดการติดต่อราวๆ 3 วันหลังจากที่ออกจากท่าเรือโตเกียว ต่อมาทางภาคพื้นทะเลโตเกียวได้รับสัญญาณติดต่ออีกครั้งน่าแปลกคือ ลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่าขาดการติดต่อไปประมาณ 20 นาที แต่ทางภาคพื้นโตเกียวระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อไปถึง 3 วัน ปริศนานี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้นในระหว่างที่เรือหายไปนั้นมีรายงานจากทางชายฝั่งท่าเรือบอมเบย์ว่าพบเรือคลีฟแลนด์จอดเทียบท่าอยู่ แต่ทางบริษัทคลีฟแลนด์  ทรานสปอตร์ตคอมพานี  เจ้าของเรือ ระบุว่าเรือไม่ได้เทียบท่าที่บอมเบย์แต่อย่างใด น่าแปลกที่มีผู้พบเห็นเรือดังกล่าวจอดเทียบท่า จากการรายงานของลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่า หลังจากที่พวกเขาผ่านพ้นหมอกมาได้ท้องทะเลเงียบสงบ อากาศปกติ ฟ้าโล่ง ไม่มีการเตือนว่าจะมีพายุเกิดขึ้น พวกเขาพยายามติดต่อกับชายฝั่งแต่สัญญกลับเงียบหายไป จะใช้เข็มทิศก็ไม่รู้ว่าเป็นทางทิศใด เนื่องจากมันหมุนจนหาทิศไม่เจอ

เล่าเรื่องของ เรือปีศาจโจยิตา

เรื่องราวของทะเลอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้นมีเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย มันถูกขนานนามว่าเป็นทะเลปีศาจแห่งแปซิฟิก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือที่หายสาบสูญไปและปรากฏให้เห็นอีกครั้งอย่างเช่น เหตุการณ์เรือโจยิตา เรือลำนี้เป็นเรือยอซต์หรูหราในตอนนั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1931 ซึ่งผู้สร้างโดยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คนหนึ่งของฮอลลีวู้ด เรือลำนี้ถูกใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในตอนนั้นนำแสดงโดยดาราฮอลลีวู้ดคนหนึ่งชื่อว่า อีตาเทลมา  ทอดด์ ระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งเรือแล่นเข้าไปในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ บริเวณทางตะวันออกจากชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นไม่นาน อีตาเทลมา  ทอดด์ ได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาบนเรือดังกล่าว ส่งผลให้การถ่ายทำต้องหยุดชะงักไม่มีใครคาดคิดว่าการเสียชีวิตอย่างลึกลับที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกับ สามเหลี่ยมมังกรปีศาจ หรือไม่ หลังจากนั้นเรือลำนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นเรือลาดตระเวน, เรือประมง ต่อมาโทมัส  เฮนรี  มิลเลอร์ นักธุรกิจประมงได้เช่าเรือโจยิตาในการหาปลาทางน่านน้ำดังกล่าว ในวันที่ 2 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตาเกิดไฟไหม้อย่างหาสาเหตุไม่ได้ทำให้ลูกเรือต้องนำเรือจอดเทียบท่าอย่างกะทันหัน การตรวจสอบกลับหาสาเหตุของเพลิงไหม้ไม่พบ และในวันที่ 5 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตา หายสาปสูญไปอย่างลึกลับบริเวณมาเรียนาไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกเรือได้ จนกระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม มีรายงานการพบเห็นซากเรือโยจิตาจมอยู่บริเวณใกล้ชายฝั่งเกาะซามัวทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยน้ำจมถึงช่วงดาดฟ้าเรือไม่พบผู้รอดชีวิตและแปลกที่สุดคือเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ไม่มีการขัดข้องใดๆ