ปริศนาสามเลี่ยมเบอร์มิวดา

เรื่องราวในโลกนั้นมีหลายเรื่องหลายสถานที่ที่ปริศนายิ่งทะเลนั้นก็ยิ่งเพิ่มความลึกลับยากที่จะจินตนาการถึงได้อย่างตัวอย่างของสามเหลี่ยมมังกรนั้นอาจจะฟังแล้วดูคล้ายกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา เพราะมักจะมีเรือเดินสมุทร เครื่องบินหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โดยมีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเมื่อกางแผนที่โลกออกมาก็จะพบว่าสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งนั้นอยู่คนละซีกโลกที่ตรงข้ามกันพอดี สามเลี่ยมเบอร์มิวดาจึงถูกเรียกว่าหลุมดำ และสามเหลี่ยมมังกรถูกเรียกว่าหลุมขาว โดยมีคำอธิบายว่าหลุมทั้งสองฝั่งจะทำหน้าที่ในการดูดวัตถุเข้าไปแล้วส่งผ่านไปยัง “รูหนอน” ที่อยู่ภายในอาณาเขตของสามเหลี่ยมและจะทำการวาร์ปวัตถุให้ไปโผล่ทางหลุมอีกด้านซึ่ง แต่การโผล่นั้นคือโผล่จากพื้นดินใต้สมุทร ซึ่งก็อุดรูรั่วสำหรับคำถามที่ว่าทำไมไม่มีใครเคยพบวัตถุที่ถูกดูดและพ่นออกมาส่วนคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสามเหลี่ยมมังกรก็มีเช่นกัน โดยอาณาเขตของสามเหลี่ยมมังกรนั้นเป็นแหล่งรวมของร่องลึกใต้สมุทรที่ติดอันดับลึกที่สุดในโลก ประกอบไปด้วย ร่องลึกริวกิว ร่องลึกฟิลิปปินส์ และร่องลึกมาเรียนา ซึ่งร่องลึกมาเรียนานั้นครองตำแหน่งร่องลึกใต้สมุทรที่ลึกที่สุดในโลก ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างคลื่นยักษ์ น้ำวน ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้เรือเดินสมุทรและเครื่องบินไปจมอยู่ใต้ก้นทะเลจนหาไม่เจอ ในปัจจุบันยังไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เรือเดินสมุทรและเครื่องบินสูญหายไปในสามเหลี่ยมมังกรได้ ก็อยู่ที่คุณผู้อ่านแล้วว่าจะเลือกเชื่อในทฤษฎีไหน

สามเหลี่ยมปีศาจและวิทยาศาสตร์

แม้ว่าเรื่องราวของสามเหลี่ยมอาถรรพ์ทั้งสองแห่งของโลกอย่าง สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และ สามเหลี่ยมมังกร จะเป็นที่โด่งดังมากทั้งเรื่องของความลี้ลับ การหายสาบสูญ หรือเหตุการณ์ประหลาดที่หาคำอธิบายไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันนั้นนักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบและไขปริศนาของสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งว่าคืออะไร มีเหตุผลใดบ้าง ตลอดหลายปีที่นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบ มีข้อสันนิฐานหลายๆอย่างที่คาดว่าสาเหตุการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบิน มีการค้นพบว่าสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งมีตำแหน่งตรงกันพอดี แม้ว่าอยู่ห่างกันอีกซีกโลกหนึ่งก็ตาม เมื่อคำนวณแล้วว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มข้นสูงมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆของโลก นั่นเป็นสาเหตุทำให้เข็มทิศเกิดการแปรปรวนและหมุนจนหาทิศไม่เจอ เป็นไปได้ว่าสาเหตุนี้ทำให้เครื่องบินเกิดหลงทิศและเครื่องเกิดขัดข้องทำให้เครื่องตกก็มีความเป็นไปได้สูง สำหรับเรือเดินสมุทรอาจเกิดจากกระแสในบริเวณนั้นมากความรุนแรงซึ่งก่อการคลื่นยักษ์ที่สามารถซัดเรือจนจมได้ อีกทั้งบริเวณสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งเป็นจุดที่มีร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดด้วย ซึ่งในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าคือ ร่องลึกเปอร์โตริโก ที่ความลึก 8,605 เมตร และสามเหลี่ยมมังกร คือ ร่องลึกมาเรียนา ลึกมากถึง 10,911 เมตร นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่พูดถึง ทฤษฎีรูหนอน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ซึ่งยังคงถกเถียงกันแพร่หลายในวงการว่ารูหนอนคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร มีความเป็นไปได้ว่ารูหนอนอาจอยู่ที่สามเหลี่ยมทั้งสองแห่งก็ได้ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าภายในสามเหลี่ยมอาจเป็นหลุมดำที่ก่อเกิดทฤษฎีรูหนอน

สามเหลี่ยมมังกรปีศาจกับร่องลึกก้นทะเล

สามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้นมีเนื้อที่กว้างมากราวๆ 750 ตารางกิโลเมตร เรื่องราวของสามเหลี่ยมมังกรปีศาจมีการพูดถึงอย่างกว้างขวางมากในญี่ปุ่น มีการตีพิมพ์เรื่องราวของน่านน้ำอาถรรพ์นี้ครั้งแรกในปี 1955 หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่นาน มีข้อมูลระบุว่า เครื่องบินของกองทัพญี่ปุ่นที่บินอยู่เหนือสามเหลี่ยมได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ รวมถึงนักบินก็หายตัวไป มีรายงานว่าก่อนหายสาบสูญนักบินระบุว่าพบเจอกับสภาวอากาศที่แปรปรวน และเข็มทิศหมุนจนหาทิศไม่เจอ มีความเป็นไปได้ว่าเครื่องบินทั้งหมดอาจตกลงในทะเลและจมหายไป หลังจากนั้นปริศนาเรื่องของการหายไปเริ่มมีเพิ่มขึ้น ไมว่าจะเป็น เรือเดินสมุทร, เรือสินค้า, เรือน้ำมัน, เรือดำน้ำ ต่างก็หายสาบสูญไปในแดนดินแห่งนี้อย่างลึกลับ จนมันถูกเรียกว่า ทะเลปีศาจ ทั้งนี้มีความเชื่อว่าพื้นที่บริเวณสามเหลี่ยมมังกรนั้นเป็นพื้นที่ในเขตทะเลลึกและมีกระแสน้ำรุนแรง นอกจากนี้ยังมีภูเขาไฟใต้ทะเลด้วย นอกจากนี้บริเวณดังกล่าวยังเป็นที่ของร่องลึกก้นสมุทร ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร อย่างเช่นบริเวณสามเหลี่ยมมังกรมีร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ซึ่งเป็นจุดที่ลึกที่สุดของโลกด้วยความลึกกว่า 11 กิโลเมตร ซึ่งการสำรวจนั้นยังมีอยู่น้อยมากมีความเชื่อว่าเครื่องบินที่ตกลงในทะเลอาจจมลงในจุดนี้และเนื่องจากภายใต้มีความดันสูงอาจทำให้เครื่องบินพวกนั้นถูกบีบอัดและกลายเป็นเศษเหล็กต่างๆ ในที่สุด สำหรับเรือเดินสมุทรต่างๆนั้นอาจพบกับกระแสน้ำที่รุนแรงซึ่งส่งผลให้เรือจมก็ได้ และด้วยความลึกของมหาสมุทรนั้นทำให้การค้นหายังเป็นไปได้ยาก

เรื่องประหลาดบนเรือคลีฟแลนด์

เรือคลีฟแลนด์ เป็นเรือเดินสมุทรขนานปานกลางมีเรื่องเล่าว่าเรือลำนี้ได้ประสบเหตุกาณ์ประหลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นและจมลงในที่สุด เรือคลีฟแลนด์ให้บริการอยู่บริเวณชายฝั่งของทะเลญี่ปุ่น ล่าสุดให้บริการขนส่งผู้โดยสารในปี 1967 เรือลำนี้ได้แล่นส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองเตียวโก ไปยัง เกาะมิกุระจิมะ มีรายงานจากวิทยุภาคพื้นทะเลโตเกียว ว่าพวกเขาได้รับสัญญาณเตือนว่า เรือคลีฟแลนด์ ประสบกับเหตุการณ์ประหลาดบางอย่างที่สาเหตุไม่ได้ คือ ในวันที่ 14 เมษายน 1967 ขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลปรากฏว่าเรือแล่นเข้าไปในหมอกประหลาดสีขาว แม้ว่าบริเวณโดยรอบจะมีอากาศปกติแสงแดดสว่างจ้า หลังจากนั้นเรือขาดการติดต่อกับทางภาคพื้นทะเลของโตเกียว การตรวจสอบพบว่าเรือคลีฟแลนด์ขาดการติดต่อราวๆ 3 วันหลังจากที่ออกจากท่าเรือโตเกียว ต่อมาทางภาคพื้นทะเลโตเกียวได้รับสัญญาณติดต่ออีกครั้งน่าแปลกคือ ลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่าขาดการติดต่อไปประมาณ 20 นาที แต่ทางภาคพื้นโตเกียวระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อไปถึง 3 วัน ปริศนานี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้นในระหว่างที่เรือหายไปนั้นมีรายงานจากทางชายฝั่งท่าเรือบอมเบย์ว่าพบเรือคลีฟแลนด์จอดเทียบท่าอยู่ แต่ทางบริษัทคลีฟแลนด์  ทรานสปอตร์ตคอมพานี  เจ้าของเรือ ระบุว่าเรือไม่ได้เทียบท่าที่บอมเบย์แต่อย่างใด น่าแปลกที่มีผู้พบเห็นเรือดังกล่าวจอดเทียบท่า จากการรายงานของลูกเรือคลีฟแลนด์ระบุว่า หลังจากที่พวกเขาผ่านพ้นหมอกมาได้ท้องทะเลเงียบสงบ อากาศปกติ ฟ้าโล่ง ไม่มีการเตือนว่าจะมีพายุเกิดขึ้น พวกเขาพยายามติดต่อกับชายฝั่งแต่สัญญกลับเงียบหายไป จะใช้เข็มทิศก็ไม่รู้ว่าเป็นทางทิศใด เนื่องจากมันหมุนจนหาทิศไม่เจอ

เล่าเรื่องของ เรือปีศาจโจยิตา

เรื่องราวของทะเลอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้นมีเรื่องเล่าที่ไม่ต่างจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย มันถูกขนานนามว่าเป็นทะเลปีศาจแห่งแปซิฟิก มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรือที่หายสาบสูญไปและปรากฏให้เห็นอีกครั้งอย่างเช่น เหตุการณ์เรือโจยิตา เรือลำนี้เป็นเรือยอซต์หรูหราในตอนนั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1931 ซึ่งผู้สร้างโดยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์คนหนึ่งของฮอลลีวู้ด เรือลำนี้ถูกใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในตอนนั้นนำแสดงโดยดาราฮอลลีวู้ดคนหนึ่งชื่อว่า อีตาเทลมา  ทอดด์ ระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งเรือแล่นเข้าไปในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ บริเวณทางตะวันออกจากชายฝั่งประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นไม่นาน อีตาเทลมา  ทอดด์ ได้เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาบนเรือดังกล่าว ส่งผลให้การถ่ายทำต้องหยุดชะงักไม่มีใครคาดคิดว่าการเสียชีวิตอย่างลึกลับที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวโยงกับ สามเหลี่ยมมังกรปีศาจ หรือไม่ หลังจากนั้นเรือลำนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นเรือลาดตระเวน, เรือประมง ต่อมาโทมัส  เฮนรี  มิลเลอร์ นักธุรกิจประมงได้เช่าเรือโจยิตาในการหาปลาทางน่านน้ำดังกล่าว ในวันที่ 2 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตาเกิดไฟไหม้อย่างหาสาเหตุไม่ได้ทำให้ลูกเรือต้องนำเรือจอดเทียบท่าอย่างกะทันหัน การตรวจสอบกลับหาสาเหตุของเพลิงไหม้ไม่พบ และในวันที่ 5 ตุลาคม ปี 1955 เรือโจยิตา หายสาปสูญไปอย่างลึกลับบริเวณมาเรียนาไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับลูกเรือได้ จนกระทั่งวันที่ 10 ตุลาคม มีรายงานการพบเห็นซากเรือโยจิตาจมอยู่บริเวณใกล้ชายฝั่งเกาะซามัวทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยน้ำจมถึงช่วงดาดฟ้าเรือไม่พบผู้รอดชีวิตและแปลกที่สุดคือเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ไม่มีการขัดข้องใดๆ

ข่าวการหายสาบสูญของเรือในสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ

   ข่าวการายงานของลูกเรือที่หายไปพร้อมกับเรือนั้น อาจทำให้สับสนเช่น เรือโกลมาร์ ชะวาซี ขนาดระวางน้ำ 5,930 ตัน เป็นเรือบรรทุกน้ำมันซึ่งจมลงบริเวณเกาะไฮนัน เดือนตุลาคม ปี 1983 พบซากผู้เสียชีวิตจำนวน 34 ศพ จากทั้งหมด 81 คน คาดว่าลูกเรือทั้งหมดจะเสียชีวิตแม้ว่าจะมีข่าวว่าลูกเรือบางส่วนถูกช่วยชีวิตโดยยามฝั่งประเทศเวียดนาม กัปตันเดวิด วิตตัน สมาชิดคณะกรรมการสอบสวนได้กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรือลำนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมันหรือเรือบรรทุกหนักเช่น บรรทุกเหล็กแล่นฝ่าทะเลคลื่นและฝ่าพายุมักมีอยู่เสมอๆ ข่าวดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับเรือดูนาฟ ยูโกสลาเวีย ซึ่งหายสาบสูญไปในปี 1980 ก่อนจะเดินทางไปถึงท่าเรือโยโกฮามาตามที่กำหนดไว้ โดยเรือแล่นเข้าไปในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ ซึ่งมีรายงานว่าเรือรั่วและกำลังจะจม หลังจากนั้นก็ไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลืออีกเลย ทางการได้เริ่มระดมเรือและเครื่องบินออกค้นหาในวันที่ 1 มกราคม ปี 1981 แต่ก็ไม่มีการพบคราบน้ำมัน ซากเรือ และลูกเรือเลยแม้แต่คนเดียว หลายวันต่อมาหลังจากการค้นหาเรืออีกลำหนึ่งชื่อว่า แอนติปารอส ของสัญชาติกรีซ ได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับก่อนจะเดินทางเข้าเทียบท่าเรือเมืองโอซากา เรือลำนี้เป็นเรือบรรทุกเหล็กหนักถึง 21,410 ตัน ออกจากท่าเรือแคลิฟอร์เนียมุ่งหน้ายังท่าเรือโอซากา ญี่ปุ่น และเล่นตามเส้นทางปกติซึ่งเส้นทางดังกล่าวนั้นก็อยู่ในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ หลังจากนั้นเริ่มมีข่าวแพร่ออกไปทำให้เกิดความสนใจแก่ผู้คนเกี่ยวความอันตรายของน่านน้ำตะวันตกของญี่ปุ่น

เรื่องประหลาดในทะเลปีศาจ

   เรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นในเขตทะเลปีศาจมักจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก เช่น กรณีของเรือที่ถูกทอดทิ้งและจมหายไปในทะเลแล้วแต่ในเวลาต่อมามีผู้พบเห็นมันลอยขึ้นมากลางทะเลโดยไม่มีใครให้เหตุผลว่าเรือลอยขึ้นมาได้อย่างไร เรื่องแบบนี้ลูกเรือเดินทะเลหลายลำระบุว่าได้สละเรือและเจาะเรือให้แตกปล่อยให้เรือจมลงไป แต่เรื่องที่ลอยขึ้นมาได้อย่างไรนั้นยังคงเป็นปริศนา ในช่วงปลายปี 1894 แหล่งสืบค้นข้อมูลทางเดินเรือพบว่า มีเรือที่ถูกทอดทิ้งที่กำลังลอยลำอยู่จำนวนมาก ในเขตน่านน้ำแอตแลนติกเหนือ เรือดังกล่าวแล่นไปตามกระแสน้ำโดยไม่มีกัปตันและลูกเรืออยู่เลย แต่อย่างไรก็ตามการหายสาบสูญของเรือและเครื่องบินในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนั้น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นจัดว่าเป็นเรื่องราวที่น่าประหลาดที่สุดในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกส่วนใหญ่จะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีหลักฐาน และข้อบ่งชี้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรวดเร็วมากจนไม่สามารถติดต่อวิทยุได้ทัน ความลึกลับที่ปรากฏจึงมีเพียงการวิเคราะห์ทางด้านอธิบายเปรียบเทียบเท่านั้น เนื่องจากบริเวณที่เกิดเหตุเป็นจุดของเหวลึกใต้สมุทรที่มีความลึกระดับ 8,000 เมตรลงไปทำให้ยากแก่การค้นหา สำรวจ หรือวิจัยเพื่อหาข้อมูลที่เด่นชัดมาไขปริศนานี้ และหลักฐานสำคัญซากอัปบางของเรือที่จมอยู่ใต้ความลึกมากและแรงดันมหาศาลอาจประมาณได้ว่าซากเรือนั้นอาจจมในเขตเหวลึกใต้สมุทรที่ความลึกราว 8,000 – 10,000 เมตร และคาดว่าซากเรืออาจจะสลายไปอย่างรวดเร็วหรือกลายเป็นหินปูนใต้เหวนั้นก็ได้

จุดเริ่มต้นของการหายสาบสูญ

  นับเป็นเวลานานกว่าพันปีแล้ว ที่พบว่ามีเรือหลายลำที่หายสาบสูญที่ในทะเลเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจของญี่ปุ่น ซึ่งบริเวณนั้นเป็นบริเวณที่ใกล้กับเหวลึกใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในสมัยก่อนมักมีความเชื่อถึงเรื่องของสัตว์ประหลาดใต้ทะเลอย่างมังกรยักษ์ที่ลากเรือให้จมลงไปในทะเล หรือแม้แต่ตำนานของชาวเกาะหลายแห่งในญี่ปุ่นเชื่อกันว่าคลื่นทะเลได้ปลุกกุ้งยักษ์ใต้ทะเลให้ออกอาละวาดเล่นงานเรือที่แล่นผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว นักเดินเรือที่ทันสมัยและมีเทคโนโลยีก้าวหน้าในตอนนั้นยังไม่สามารถหยุดยั้งภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ ภัยพิบัติที่น่ากลัวเช่น พายุไต้ฝุ่น ภูเขาไฟระเบิดใต้ทะเล รวมถึงคลื่นยักษ์ที่เกิดจากแผ่นดินไหว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การคมนาคมทางทะเลของญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเนื่องจากความจำเป็นที่ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งต้องบูรณะเมืองต่างๆให้กลับมาดังเดิม แต่แล้วก็มีข่าวการหายไปของเรือเดินทะเลดังกล่าวมากกว่าปกติ ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นในบริเวณเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ ซึ่งมาจากอิทธิพลความบ้าคลั่งของคลื่นยักษ์มาโนอูมิ ในบริเวณสามเหลี่ยมมังกรปีศาจนี้หากเปรียบเทียบกับสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ดูเหมือนว่าจะเป็นบริเวณที่มหาสมุทรมีความแปรปรวนและอันตรายมากที่สุดในโลก ในช่วงปี 1970 ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับการหายไปของเรือเดินทะเลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามเหลี่ยมมังกรปีศาจของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถิติการหายสาบสูญของเรือเดินทะเลสูงมากจนผิดปกติ ตั้งแต่เรือขนาดเล็กจนไปถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือสินค้าซึ่งต่อมามีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการหายไปของเรือในเขตสามเหลี่ยมมังกรปีศาจแห่งนี้

หลักวิทยาศาสตร์กับความเชื่อในอาถรรพ์สามเหลี่ยม

  แม้ว่าจะยังมีสามารถอธิบายได้แน่ชัดว่าเหตุใดเรือเดินทะเลและเครื่องบินถึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยในบริเวณดังกล่าวพร้อมทั้งลูกเรือที่ไม่มีการค้นพบศพเช่นกัน จึงทำให้มีความเชื่อถึงอาถรรพ์ต่างๆรวมถึงเชื่อว่ามีสัตว์ประหลาดยักษ์ใต้ทะเล แต่สัตว์ประหลาดชนิดใดที่สามารถหลากเครื่องบินให้จมลงทะเลได้ล่ะ มีข้อสันนิฐานถึงหลักวิทยาศาสตร์ว่าดินแดนแห่งนี้อาจเกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าในบริเวณนั้นที่มีความรุนแรงและแปรปรวนมาก แต่สนามแม่เหล็กโลกนั้นก็เป็นเส้นที่ทำให้นกอพยพสามารถจดจำเส้นทางบินเดิมได้ทุกปีที่อพยพ ในปี 1930 ผู้สังเกตการณ์ทางทะเลได้ประกาศเตือนนักเดินเรือหรือชาวประมงทั่วโลกให้ระวังเกี่ยวกับความแปรปรวนของคลื่นแม่เหล็กโลกบริเวณแถบภูเขาไฟแทมโบรา ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งพบว่าคลื่นแม่เหล็กโลกทั่วไปในขณะนั้นทำให้เข็มทิศของเรือลำหนึ่งเบนไปจากเดิมถึง 6 องศา ซึ่งกัปตันเรือลำหนึ่งสัญชาติออสเตรเลียรายงานว่า เขาพบกับความผิดปกติของสนามแม่เหล็กที่ทำให้เข็มทิศของเขาเบนไปถึง 12 องศา จากเหตุการณ์นี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเกิดผลกระทบตอนที่ภูเขาไฟแทมโบราปะทุรุนแรงในปี 1815 ที่คาดว่ามีผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กในบริเวณนั้น และทฤษฎีที่กล่าวว่า สนามแม่เหล็กโลก นั้นมีผลกระทบต่อการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกด้วยซึ่งก่อให้เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลจนก่อเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซัดถล่มเรือเดินทะเลเหล่านั้นยิ่งโดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมมังกรปีศาจที่ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อของเปลือกโลกอาจเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใต้ทะเลจนเกิดคลื่นยักษ์ดังกล่าวขึ้นคร่าชีวิตลูกเรือทั้งหมด รวมถึงเครื่องบินที่อาจเจอกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนมากจนทำให้ตกกลางทะเลและจมลงไปก็เป็นได้

เหตุการณ์ประหลาดเหนือสามเหลี่ยมทั้งสองแห่ง

    นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดของสามเหลี่ยมทั้งสองแห่งของโลกที่มีความเชื่อถึงความเร้นลับและอาถรรพ์รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาและสามเหลี่ยมมังกรปีศาจ มาโนอูมิ จะมีเหตุการณ์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกันคือ ความเบี่ยงเบนของเข็มทิศทำให้ระบบการสื่อสารวิทยุเกิดผิดปกติ บางครั้งก็มีคลื่นยักษ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเกิดหมอกควันประหลาดบริเวณนั้น และมีความท้าทายความเชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างมากคือ การหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอยของเรือเดินทะเล เครื่องบิน รวมถึงผู้โดยสาร ลูกเรือ ก็หายไปเช่นกัน พวกเขาหายไปไหน ทำไมมีร่องรอยเหลืออยู่เลย ยิ่งทำให้สามเหลี่ยมทั้งสองแห่งยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ บริเวณสามเหลี่ยมมังกรปีศาจมีคลื่นทะเลยักษ์เรียกว่า ซังคากุ นามิ หรือชาวบ้านเรียกกันว่า คลื่นสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดขึ้นได้ยากและอันตรายร้ายแรงคาดว่าเรือที่ประสบกับคลื่นนี้จะถูกคลื่นซัดทั้งสามด้านให้จมหายไป สามเหลี่ยมมังกรปีศาจตั้งอยู่ในบริเวณที่ด้านหนึ่งเป็นเส้นสมมติ ลากจากตะวันตกของญี่ปุ่นใกล้กับเมืองโตเกียว ผ่านลงไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก จนถึงจุดหนึ่งที่ลองติจูด 145 องศาตะวันออก อีกเส้นหนึ่งลากไปยังตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านเกาะโบนินต่อไปจนถึงเกาะกวมและเกาะแย็ป จากนั้นลากจนเกาะกวมขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วตัดตรงกลับไปยังญี่ปุ่นที่เมืองโนจิมา ซากิ ริมอ่าวโตเกียว เป็นที่น่าประหลาดใจของผู้ค้นพบมากว่า สามเหลี่ยมทั้งสองแห่งนั้นมีตำแหน่งที่ตรงกันพอดีอีกทั้งยังเป็นที่น่าประหลาดคือสามเหลี่ยมทั้งสองนั้นตั้งอยู่บริเวณไหล่ทวีปซึ่งเป็นเขตน้ำตื้นลาดชันลงไปยังเขตน้ำลึกซึ่งมีคลื่นใต้น้ำที่รุนแรงมากประกอบกับบริเวณดังกล่าวนั้นมีเหวใต้ทะเลลึก